การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อน้อยลงเป็นอย่างมา ในแต่ละวันช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อที่มาจากสถานกักกันของรัฐที่รองรับเฉพาะผู้ที่มาจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงเรายังมีผู้ติดเชื้ออยู่อีกในประเทศไทยแต่ยังไม่แสดงอาการ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่
เราแบ่งประเด็นออกเป็น 2 กรณีก่อน กรณีแรกคือผู้ติดเชื้อในประเทศไทยนั้นยังคงอีกอยู่อีกอย่างแน่นอน และมีรายงานจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศว่าไวรัสโควิด-19 นั้นสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้ แต่บุคคลที่มีภูมิต้านทานดีอาจไม่แสดงอาการและเสมือนบุคคลที่ไม่มีอาการป่วยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลนั้นไม่แสดงอาการไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ บุคคลนั้นจะกลายเป็นพาหะแก่บุคคลอื่นโดยที่ไม่รู้ตัว
ยกตัวอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ประเทศนิวซีแลนด์ได้ประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 แต่ในอีก 2 วันต่อมาได้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศทันที นั่นหมายความว่ายังคงมีการแพร่ระบาดอยู่นั่นเอง
นอกจากนี้ ในประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน จากสถิติของศบค. ส่วนใหญ่ผู้ป่วยรายใหม่นั้นจะไม่แสดงอาการ เมื่อเข้าสู่กระบวนการการกักตัวในสถานกักกันของรัฐหลังจากกลับจากต่างประเทศแล้วทุกคนที่กลับมาประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่จากสถิติพบว่าผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่นั้นไม่มีการแสดงอาการแต่ประการใด
นั่นเป็นข้อยืนยันได้ว่าเรามีสิทธิที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้ทุกคนแต่อาจไม่แสดงอาการ คราวนี้เรามาดูประเด็นที่ 2 ว่าแล้วถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่
คำตอบคือ บุคคลที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้วนั้นสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ทั้งนี้ มีหลักฐานจากข่าวจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงผู้ป่วยรายหนึ่งในประเทศอังกฤษที่มีการตรวจพบเชื้อ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการรักษา กักตัว 14 วัน และเมื่อตรวจไม่พบเชื้อแล้วแต่ต่อมามีอาการป่วยกลับตรวจพบเชื้ออีก แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นซ้ำ
อย่างไรก็ตาม จากการแถลงการณ์ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กล่าวว่าไวรัสโควิด-19 ปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 1 สายพันธุ์แล้ว โดยมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไป โดยจะสังเกตได้จากจำนวนผู้ป่วยและความรุนแรง การเสียชีวิตในแต่ละประเทศ โดยในประเทศเขตร้อนนั้นมีแนวโน้มที่อัตราการติดเชื้อจะต่ำกว่าในประเทศยุโรปหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีอากาศเย็นกว่า แต่ปัจจัยนี้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด เพราะนอกจากอากาศแล้ว การกลายพันธุ์ของเชื้อ รวมถึงมาตรการที่รัฐในแต่ละประเทศได้นำมาใช้ ความร่วมมือจากภาคประชาชนล้วนมีผลต่อการติดเชื้อทั้งสิ้น
ในประเทศไทยนั้นยังเป็นเคราะห์ดีที่ประชาชนกำลังคุ้นชินกับการใส่หน้ากากอนามัยเนื่องจากปัญหาการเผชิญหน้ากับฝุ่น PM 2.5 แต่ที่ดีที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
ดังนั้น เราจึงควรใส่ใจมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไปอย่างน้อยจนกว่าเราจะมีวัคซีนที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้
