โรคเบาหวานเป็นโรคที่แสนร้ายกาจที่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายโดยตรง นำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงจำนวนมากเลยทีเดียว

โรคเบาหวานเป็นมากกว่าน้ำตาลในเลือดสูง โรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงและส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะทั้งหมดซึ่งจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย ในการรักษาโรคเบาหวานปัจจุบันนั้นถือว่ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และต้องควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการรับประทานยาอีกด้วย แล้วเหตุใดกันที่ทำให้เบาหวานน่ากลัวและเป็นอันตรายถึงเพียงนั้น
โรคเบาหวานไม่เพียงแต่มีน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้นนะคะ!
โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 และ 2
โรคเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2
หลายๆ ท่านอาจทราบแล้วว่าโรคเบาหวานนั้นมีสองประเภทด้วยกัน อย่างไรก็ตามกลไกที่ทำให้เกิดโรคขึ้นสำหรับทั้งสองประเภทนั้นต่างกันค่ะ ซึ่งมีผลให้โรคทั้งสองแบบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นปัจจัยร่วมกันก็คือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 5.5 มิลลิโมลต่อลิตรค่ะ
สำหรับเบาหวานประเภทแรกนั้นเกิดจากความล้มเหลวในการผลิตอินซูลินหรือหยุดการผลิตอินซูลินอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอินซูลินนั้นมีบทบาทในการเผาผลาญน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวไปเป็นพลังงาน ส่วนเบาหวานชนิดที่สองนั้นร่างกายยังคงมีการผลิตอินซูลินอยู่แต่เนื้อเยื่อหยุดรับรู้ว่ามีการผลิตอินซูลินเพื่อเผาผลาญน้ำตาล ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดหมุนเวียนและอยู่ในระดับสูง
อาการโดยทั่วไปของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานทั้งสองประเภทคือ ปากแห้งและกระหายน้ำมาก (สามารถดื่มน้ำได้ถึงวันละ 20 ลิตร) รวมไปถึงการปัสสาวะมากเกินไปอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับเบาหงานประเภทที่ 1 นั้นน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างรวดเร็ว เบาหวานประเภทที่ 1 มักเป็นเบาหวานที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันค่ะ
ส่วนประเภทที่สองนั้นส่วนมากเป็นผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกิน และอาจละเลยการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
หากคุณมีอาการดังกล่าวแล้วไม่ไปพบแพทย์เพื่อขำคำแนะนำ ไม่ฉีดอินซูลิน หรือไม่รับประทานยาลดน้ำตาล ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ตามมากับโรคเบาหวานก็มีโอกาสแสดงอาการมากขึ้นค่ะ
คราวนี้เรามาดูอาการแทรกซ้อนทั้ง 9 อย่างกันดีกว่านะคะ
หลอดเลือดตีบ
เป็นโรคที่เกิดความเสียหายกับหลอดเลือด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดของโรคเบาหวาน เกิดได้ทั้งในเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่ นอกจากนี้มีโอกาสเกิดลิ่มเลือด สามารถเกิดได้ที่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสมองด้วยค่ะ
ด้วยเหตุนี้โรคเบาหวานจึงสามารถเพิ่มอัตราการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และที่อวัยวะอื่นๆ และสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดสมองตีบ กล้ามเนื้อตาย เป็นต้น
ภาวะความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นนอกจากจะส่งผลเสียต่อภาวะหลอดเลือดแล้ว ยังส่งผลเสียต่อเนื้อเยื่อประสาทอีกด้วย เส้นประสาทส่วนปลายจะได้รับผลกระทบอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้ จากสถิติยังพบอีกว่า กว่า 75% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นมีภาวะความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายค่ะ
เมื่อภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นจะทำให้ความไวต่อความรู้สึกของปลายประสาทน้อยลง ผู้ที่เป็นจะรู้สึกชา เย็นวาบ และมักไม่รู้สึกถึงรอยขีดข่วนหรือรอยถลอกเล็กน้อย และอาจละเลยหรือไม่ได้ใส่ใจอาการดังกล่าว
ภาวะเบาหวานลงเท้า
ภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นผลต่อเนื่องโดยตรงจากการเกิดโรคหลอดเลือดและภาวะผิดปกติของปลายประสาทก่อนหน้านั้น โดยผู้ป่วยจะไม่รู้สึกว่ากำลังเป็นภาวะนี้อยู่จนกระทั่งเกิดบาดแผลที่บริเวณปลายแขนขา จากแผลขนาดเล็กนำไปสู่การติดเชื้อ และมีการอักเสบอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงต้องระมัดระวังภาวะดังกล่าว เพราะหากดูแลไม่ดีอาจเกิดภาวะเนื้อตายและอาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นออกเพื่อรักษาชีวิตไว้เลยทีเดียว
จอประสาทตา
โรคหลอดเลือดนั้นนำไปสู่ปัญหาที่จอประสาทตาได้เช่นกัน และลดประสิทธิภาพการมองเห็นของบุคคลลง สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 นั้นจุกษุแพทย์สามารถตรวจพบภายหลังจากที่มีอาการแรกปรากฏ 10-15 ปี ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 นั้นจักษุแพทย์ก็ไม่สามารถดำเนินการวินิจฉัยได้ในทันทีเช่นเดียวกัน
ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดจากจอประสาทตาเสื่อมก็คือสูญเสียการมองเห็นทั้งหมด
ภาวะแทรกซ้อนที่ไตอันมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน
หลอดเลือดที่มีขนาดเล็กนั้นมีปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน และอาจทำให้อวัยวะดังกล่าวหยุดทำงานได้ สัญญาณแรกของการเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไต คือ การมีโปรตีนเล็กน้อยในปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษาปริมาณโปรตีนในกระเพาะปัสสาวะก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ใจขณะเดียวกันไตจะมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลง ปริมาณยูเรียจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเป็นพิษต่อร่างกายและนำไปสู่ภาวะไตวายได้ โดยปัจจุบันในหมู่ผู้ป่วยที่ได้รับไตเทียมก็มีสัดส่วนของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
ภาวะคีโตซิสและอาการโคม่าจากน้ำตาลในเลือดสูง
การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำตาลในเลือดนำไปสู่ภาวะการทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพของร่างกาย โดยเริ่มจากอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ เบื่ออาหาร หายใจแล้วมีเสียงดัง และเริ่มมีอาการปวดท้อง จากนั้นผู้ป่วยจะเซื่องซึม และอาจนำไปสู่การหมดสติได้
นอกจากนี้เรายังได้กลิ่นอะซิโตนจากคนผู้ป่วยได้ง่ายมากแม้อยู่ในห้องเดียวกันก็ยังคงสามารถได้กลิ่นนี้ นอกจากนี้ การรักษาที่ไม่เพียงพอ เช่น การให้อินซูลินในปริมาณต่ำ หรือการรับประทานคาร์โบไฮเดรตผิดวิธีก็สามารถทำให้เป็นภาวะคีโตซิสได้เช่นเดียวกัน โดยมากอาการดังกล่าวมักพบในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 และมักเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเลยทีเดียว
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ผู้ที่เป็นเบาหวานนั้นเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยผู้ที่มีสุขภาพดีนั้นสามารถอดทนต่อความหิวโหยได้ แต่ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความอดทนต่อสภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 3-4 มิลิลโมลต่อลิตรมาก หากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าระดับดังกล่าวจะทำให้มีความหิว เกิดอาการเหงื่อออกมากเกินไป มือเท้าสั่น และความดันต่ำ สาเหตุนั้นเกิดจากทนต่อความหิวมานาน หรือปริมาณอินซูลินในเลือดนั้นสูงเกินไป
ดังนั้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงควรพกของกินจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น ช็อคโกแลต คุ้กกี้ ขนม หรือน้ำผลไม้ขวดเล็กๆ ติดตัวไปด้วยเสมอ
ภูมิคุ้มกันต่ำลง
ความต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ไข้หวัดก็นำไปสู่การเป็นโรคปอดบวมหรือเยื่อหุ่มสมองอักเสบได้
ดังนั้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงควรให้ความสำคัญต่อสุขภาพ ควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสและแบคทีเรียต่างๆเพื่อให้ช่วยลดการเกิดอาการเจ็บป่วยด้วย
การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ภาวะหลอดเลือดตีบและความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายนำไปสู่การลดลงของความต้องการทางเพศของผู้ชาย รวมไปถึงการแข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่นานอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าภาวะต่างๆที่กล่าวถึงนั้นเกิดจากตัวผู้ป่วยเองโดยตรง หากผู้ป่วยเลือกโภชนาการที่เหมาสม การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต และใช้ยารักษาให้ถูกวิธีก็จะสามารถมีชีวิตได้ไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป สามารถทำงานและใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ค่ะ
อย่ายอมแพ้นะคะ นี่แหละที่เขาพูดกันว่า “เบาหวานไม่ใช่โรค แต่เป็นวิถีชีวิต” สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อเกิดอาการแล้วให้ยอมรับความจริง ไปพบคุณหมอและปฏิบัติคำแนะนำนะคะ
