น้ำหนักส่วนเกินนั้นไม่ได้มาจากการสะสมไขมันในร่างกายเสมอไป ในบทความนี้เราจะช่วยให้คุณสังเกตได้ถึงสัญญาณเตือนของโรคร้าย ให้คุณระมัดระวังก่อนจะสายเกินไป
อาการบวมน้ำนั้นทำให้ร่างกายของคุณมีลักษณะคล้ายกับโรคอ้วนเป็นอย่างมาก อาการบวมน้ำเป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายของคุณสะสมของเหลวส่วนเกินซึ่งอาจมากกว่า 20 กิโลกรัม สาเหตุของโรคบวมน้ำอาจเกิดจากการประสบกับภาวะของโรคนี้เรื้อรัง หรืออาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันก็ได้ และสามารถนำไปสู่โรคภัยอื่นๆ ได้ ดังนี้
- การทำงานของไตบกพร่อง
- โรคหัวใจ (หัวใจล้มเหลว)
- ฮอร์โมนผิดปกติ
- โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เบาหวาน และไมเซดีมา (Myxedema)
- เนื้องอกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
- เกิดอาการภูมิแพ้จากการบวมน้ำ
- การทำงานของระบบต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ
- ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร และอาการขาดโปรตีน
โรคบวมน้ำ หรือ โรคอ้วน กันแน่
สิ่งที่ควรทราบก่อน คือ อาการบวมน้ำนั้นมักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากมดลูกได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นแทนที่ตำแหน่งของอวัยภายใน ทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวมน้ำจึงจึงเป็นการที่ร่างกายสะสมของเหลวที่เป็นพยาธิสภาพ แต่โรคอ้วนนั้นคือการสะสมตัวของไขมัน บ่อยครั้งที่แพทย์และนักโภชนาการต่างๆ มองข้ามอาการบวมน้ำนี้ไปและคิดว่ากำลังต่อสู้กับน้ำหนักส่วนเกิน ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่
มีหลายวิธีที่ใช้วินิจฉัยอาการบวมน้ำ ได้แก่
- วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การสังเกตความดันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยหลังจากกดในบริเวณที่บวมนั้นจะเกิดรอยบุ๋มสักครู่ก่อนที่จะหายไป นี่เป็นอาการของการสะสมของเหลวใต้ชั้นผิวหนัง หากไม่มีอาการบุ๋มแสดงว่าร่างกายมีการสะสมไขมัน
- ร่างกายนั้นมีหลายองค์ประกอบผสมกัน ร่างกายจึงเป็นเครื่องมือแสดงให้เห็นถึงน้ำและไขมันว่ามีจำนวนมากแค่ไหนในร่างกาย นอกจากนี้ เรายังสามารถหาจำนวนแร่ธาตุในร่างกายได้อีกด้วย
- น้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มและลดอยู่ที่ประมาณ 2-4 กิโลกรัม (บางครั้งก็มากกว่า) เป็นเวลาหลายวัน
- อวัยวะภายในมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ตับ หัวใจ จากอาการบวมน้ำ
- การวินิจฉัยโดยการตรวจปัสสาวะ
- การวินิจฉัยจากการตรวจเลือด
- การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยอาจเป็นแพทย์ทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ไต และอื่นๆ
อาการบวมน้ำสามารถแสดงที่ไหนได้บ้าง
อาการบวมน้ำสามารถแสดงได้ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยจะขึ้นอยู่กับระดับของโรคและความสามารถของร่างกายในการจัดการการบวมน้ำ โดยอาการบวมน้ำแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
- อาการบวมน้ำภายนอก คือ อาการบวมน้ำที่แสดงที่ใบหน้า หน้าท้อง ขา อวัยวะเพศและอื่นๆ เช่น มีของเหลวสะสมที่ช่องท้องบริเวณกระเพาะอาหาร เป็นต้น
- อาการบวมน้ำภายใน เกิดจากการสะสมน้ำในอวัยวะภายในซึ่งส่งผลให้อวัยภายในนั้นมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
- อาการบวมน้ำทั่วไป เป็นการสะสมของเหลวในอวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยกรณีส่วนใหญ่มักแสดงออกในรูปแบบของการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต
การรักษาโรคบวมน้ำ
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอาการบวมน้ำนั้นมีกลไกหลัก คือ ความล้มเหลวของผนังหลอดเลือด เป็นผลให้เหงื่อที่ไหลออกน้ำซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อโดยรอบ โดยปกติแ ล้วไตจะเป็นตัวควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย หากไม่สามารถนำของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกายได้จะส่งผลให้ไตทำงานอย่างหนัก นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นกับหลอดเลือดอีกด้วย ดังนั้น การรักษาอาการบวมน้ำจึงเป็นการรักษาที่ยากและซับซ้อนเสมอ
โดยทั่วไปการรักษาอาการบวมน้ำนั้นมีลักษณะ ดังนี้
- การรักษาโรคประจำตัว
- การควบคุมอาหาร
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำ จำกัดปริมาณน้ำในร่างกายในแต่ละวัน
- การใช้ยารักษา (Ascorutin)
- การรักษาโรคหัวใจ ตับและไต
- การรับแร่ธาตุที่เพียงพอ
- รับคำปรึกษาจากนักายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย
*ที่สำคัญ การใช้ยาขับปัสสาวะนั้นจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ การใช้ยาขับปัสสาวะไม่สามารถทำให้อาการบวมน้ำหายขาดได้
หลังจากการวินิจฉัยหาสาเหตุอาการบวมน้ำแล้วจะต้องระบุสาเหตุของอาการบวมน้ำดังกล่าว เช่น หากพบว่ามีปัญหามาจากโรคหัวใจก็จำเป็นต้องรักษาอาการโรคหัวใจ หรือหากเกิดจากโรคไตก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต หรือถ้าหากเกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อเพื่อดำเนินการรักษา เป็นต้น
สิ่งที่ควรรู้ คือ ในระยะแรกนั้นอาการบวมน้ำอาจไม่ปรากฏในทันทีและยังไม่แสดงอาการที่ทำให้รู้สึกว่าร่างกายไม่สบายออกมา เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะมีการสะสมของเหลวมากขึ้นจนกระทั่งอาการของโรคแสดงออกมาให้เห็นจนกว่าจะได้รับการรักษาหรือระบบการทำงานของร่างกายล้มเหลว ดังนั้น ทางที่ดีควรตรวจสุขภาพ หรือพบแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำจะดีที่สุด
ท้ายสุด โปรจำไว้ว่า อาการของโรคบวมน้ำนั้นเป็นภัยเงียบที่ปลอมตัวเป็นโรคอ้วน ดูแลสุขภาพของคุณก่อนที่โรคนี้จะทำลายร่างกายของคุณนะคะ
