6 ความเชื่อเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย

เชื่อว่ายังมีหลายคนนะคะที่ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับระบบการเผาผลาญที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักของเรา โดยทั่วไปการเผาผลาญนั้นจะเป็นกระบวนการที่ร่างกายเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มที่ร่างกายรับเข้าไปเป็นพลังงาน โดยการเผาผลาญนั้นจะเป็นกระบวนการทางชีวเคมีที่ซับซ้อนที่สมดุลกันค่ะ

ความเชื่อเกี่ยวกับการเผาผลาญผิดๆ

การเผาผลาญนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ร่างกายของเราดำรงอยู่ได้ ทุกๆ กระบวนการที่ร่างกายของเรากระทำนั้นเป็นผลมาจากการเผาผลาญทั้งสิ้น โดยพลังงานที่มาพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่ม ที่ร่างกายเรารับเข้าไปนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักด้วยกันค่ะ

  1. การเผาผลาญหลัก จะเป็นพลังงานประมาณ 50-70% ของร่างกาย เป็นพลังงานสำหรับความต้องการพื้นฐานของร่างกายของเรา แม้ว่าร่างกายของเรากำลังพักผ่อน แต่จริงๆ แล้วระหว่างนั้น ร่างกายก็ยังคงต้องใช้พลังงานเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต การควบคุมระดับฮอร์โมน การสร้างและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ เป็นต้น
  2. แคลอรี่ที่ร่างกายของเราได้รับเข้าไปนั้น 10% จะถูกใช้ในการย่อยอาหารค่ะ
  3. พลังงานที่เหลือ 10-40% ของร่างวกายของเรานั้นจะเกี่ยวกับการออกกำลังกายของเราเอง โดยทั่วไปคนจะต้องการพลังงานโดยเฉลี่ย 2500 แคลอรี่ต่อวัน แต่ถ้าเป็นนักกีฬา เช่น ไมเคิล เฟลสป์ ก็จะต้องการมากกว่านี้ โดยเขาต้องใช้พลังงานมากถึง 12000 แคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว

ตอนนี้เราจะมาดูกันนะคะว่าความเชื่อที่เกี่ยวกับการเผาผลาญมีอะไรบ้าง

  1. คนที่ผอมกว่าจะเผาผลาญได้เร็วกว่าคนที่อ้วน ถ้าต้องการลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ต้องเร่งการเผาผลาญนะ

กระบวนการเผาผลาญของร่างกายเรานั้นขึ้นอยู่กับ

  • องค์ประกอบของร่างกาย (หากมีกล้ามเนื้อมากก็ต้องใช้พลังงานมาก)
  • เพศ (โดยมากผู้ชายมักต้องใช้พลังงานมากกว่าผู้หญิง)
  • อายุ (อายุมากขึ้น การเผาผลาญก็ลดลงค่ะ)
  • พันธุกรรม ก็มีผลต่อการเผาผลาญด้วย แต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังดำเนินการวิจัยเรื่องนี้นั้นยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าพันธุกรรมของมนุษย์นั้นมีผลต่อการสร้างกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญมากแค่ไหน (ซึ่งกล้ามเนื้อก็จะเป็นตัวกำหนดการเผาผลาญของร่างกายอีกครั้งหนึ่ง)

การเผาผลาญมักเป็นตัวร้ายที่ถูกกล่าวหาเสมอเลยเวลาน้ำหนักขึ้นหรือเมื่อเราต้องการลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตามการเผาผลาญส่วนใหญ่นั้นมีจุดมุ่งหมายก็คือการทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ 

แต่จากการผลการวิจัยทำให้เรารู้แน่นอนอย่างหนึ่งว่า เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น แสดงว่าคุณได้รับแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ และถ้าหากคุณต้องการลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ คุณต้องลดพลังงานที่ได้รับเข้าไปนั่นเอง

ดังนั้น อย่าหลอกตัวเองเลยนะคะว่าที่คนผอมเพราะระบบเผาผลาญเขาดีกว่า หากคณไปดูวิธีการกินของเขาดีๆ คุณอาจสังเกตก็ได้ว่ามีอะไรที่แตกต่างกันระหว่างคุณกับเขากันแน่ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกายของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ไม่ได้ชัดเจนเสมอไปนะคะ

การจดว่าวันหนึ่งเรารับประทานอะไรเข้าไปบ้างนั้นจะสามารถทำให้คุณเข้าใจได้ว่าสาเหตุความอ้วนที่เกิดขึ้นกับคุณนั้นเกิดขึ้นจากอะไร แน่นอนว่าคุณสามารถจดลงสมุด หรือในแอปพลิเคชั่นก็ได้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าวันหนึ่งคุณรับประทานอะไรเข้าไปบ้าง ให้ลองจดดูว่าแต่ละวันคุณรับประทานอะไรบ้าง และถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จให้นำไดอารี่เล่มนี้ไปให้คุณหมอดูเลย แน่นอนว่าจะต้องพบทางออกได้แน่ค่ะ

แน่นอนว่าร่างกายของเรานั้นมียีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญของร่างกายจริง แต่ยีนนั้นเป็นกลไกทางธรรมชาติที่ร่างกายมีไว้เพื่อให้บรรพบุรุษของเรานั้นมีชีวิตรอดหากอยู่ในสภาวะที่ต้องหิวโหย อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้เราสะดวกสบายต่อการหาของกินได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นจะไปตำหนิยีนก็คงไม่ดี จริงไหมคะ

  1. น้ำจะเร่งกระบวนการเผาผลาญ

บ่อยครั้งที่การลดน้ำหนักนั้นควรดื่มน้ำเพื่อช่วยในการเผาผลาญ แต่จากผลการวิจัยพบว่าหากเราดื่มน้ำไปปริมาณครึ่งลิตรนั้น ปริมาณการเผาผลาญก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีแต่ค่อนข้างน้อยนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทดลองซ้ำเพื่อยืนยันสมมติฐานว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ได้พบความจริงอีกอย่างหนึ่งแทน คือ การดื่มน้ำนั้นจะไปทดแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่สูงและทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักตัวของตนเองได้ สมมติฐานที่ว่าการบริโภคน้ำนั้นจะช่วยลดคลอเลสเตอรอลในร่างกายหรือลดความดันโลหิตนั้นน่าเสียดายว่าไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดๆ รองรับเลย

  1. ต้องรับประทานบ่อยๆ เพื่อเร่งการเผาผลาญ กินน้อยมื้อก็เผาผลาญช้าลง

ในโปรแกรมหรือคอร์สลดน้ำหนักจะเห็นได้เลยว่ามีการแนะนำให้รับประทานอาหารทุกๆ 3 ชั่วโมง หากมองในมุมมองทางจิตวิทยานั้นมันก็จะอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ว่า คุณสามารถรับประทานอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ที่คุณอยากจะกิน และคุณจะไม่หิวเลย

แม้ว่าพลังงานของเรานั้นจะถูกใช้กับการย่อยอาหาร 10% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามแม้จะดูเหมือนว่าจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในการย่อยอาหาร แต่ไม่มีหลักฐานการวิจัยใดรองรับว่าวิธีนี้จะใช้พลังงานได้มากขึ้นจริงอย่างมีนัยสำคัญ

จากผลการศึกษาจำนวนมากระบุว่าในความเป็นจริงแล้วการรับประทานอาหารนั้นหลักการง่ายๆ ก็คือรับแคลอรี่เข้าไปไม่ให้เกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ เท่านั้นเอง

นักวิทยาศาสตร์นั้นให้ความสำคัญกับความสมดุลของโภชนาการและการออกกำลังกาย โดยขั้นต่ำควรออกกำลังกายให้ได้ 150 นาที รักษาน้ำหนักตัวให้ดี และรับโภชนาการที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ มีหลักฐานที่พิสูน์ชัดว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและรับประทานอาหารวันละ 2 มื้อนั้น สามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการรับประทานอาหาร 6 มื้อต่อวันเลยทีเดียว

  1. อาหารบางอย่างสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ เช่น พริก หรือกาแฟ

ผลิตภัณฑ์อย่างชาเขียว กาแฟ หรือพริก นั้นมีผลกระทบเล็กน้อยต่อระบบเผาผลาญก็จริง แต่นั่นยังไม่เพียงพอต่อการลดน้ำหนักหรอกนะ

  1. การเผาผลาญขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน

มีความเชื่อว่าการเผาผลาญนั้นจะช้าลงเมื่อเรานอนหลับ ดังนั้น ต้องนอนในห้องที่มีอุณหภูมิที่เย็นเท่านั้นเพื่อเพิ่มการเผาผลาญ และการนอนหลับฝันดีเองก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของคุณมีการเผาผลาญที่ดีกว่าปกติเช่นกัน เวลาที่เรานอนหลับไม่สบายอาจเป็นเพราะสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปทำให้เรานอนหลับไม่สบาย และทำให้เราต้องรับมือกับความอ่อนเพลียในตอนเช้า แต่อย่างไรก็ตามการนอนหลับไม่เพียงพอนั้นส่งผลเสียต่อฮอร์โมนเลปติน ที่ส่งผลต่อความหิวเช่นกัน

ใส่ความเห็น

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.