14 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังรับน้ำตาลมาเกินไปแล้วนะ

เพื่อให้ร่างกายนั้นมีสุขภาพดีและมีผิวที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น ร่างกายของเราจึงต้องการกรดไขมันต่างๆ ที่อยู่ในอาหารนะคะ โดยกรดไขมันเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในระบบเผาผลาญ ปฏิกิริยา     ตอบสนองทางเคมีในสมอง และการรับส่งสารสื่อประสาทค่ะ นอกจากกรดไขมันแล้ว โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตต่างก็มีส่วนช่วยในการสร้างและบำรุงเส้นผม เล็บ และกล้ามเนื้อต่างๆ

วิธีการดูอย่างง่ายๆ ว่าตัวเรานั้นมีน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือไม่อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีสัญญาณที่น่าตกใจก็เป็นได้ โดยมากปัญหาหลักๆ จะแสดงออกมา เช่น ปัสสาวะบ่อยครั้ง กระหายน้ำ มีความอยากอาหารตลอดเวลา ซึ่งเป็นอาการโดยทั่วไปและคนส่วนมากมักไม่สนใจปัญหาดังกล่าวเนื่องจากคิดว่าไม่มีความสำคัญอะไร แล้วสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังอาการเหล่านี้ล่ะ มีอะไรบ้าง

สัญญาณที่แสดงว่าร่างกายของเรามีน้ำตาลมากเกินไปแล้วนะ

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) นั้น คนเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน อย่างไรก็ตามจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่กำลังบริโภคน้ำตาลมากถึง 4 เท่าจากมาตรฐานที่กำหนด โดยจะอยู่ที่ประมาณ 22 ช้อนชาต่อวัน

สิ่งที่เราอยากจะเน้นย้ำก็คือ ในทุกวันนี้คุณไม่สามารถหาอาหารใดๆที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบได้เลย แต่ว่าร่างกายของเราจะแสดงสัญญาณบางอย่างออกมาว่าได้รับน้ำตาลเกินมาแล้วนะ แล้วร่างกายสื่อสารกับเรายังไงล่ะว่าฉันมีน้ำตาลมากเกินไปแล้ว

ความดันโลหิตสูง

ในบุคคลที่ได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไปนั้นจะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหากคุณต้องการให้ความดันโลหิตของตนเองลดลงมานั้น การลดปริมาณน้ำตาลจะสำคัญกว่าการลดปริมาณเกลือเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำตาลทั้งหลายรวมไปถึงน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบในอาหารด้วย

คอเรสเตอรอลสูง

ปริมาณน้ำตาลที่สูงนั้นจะส่งผลต่อสัดส่วนของไขมันดีและไขมันเลวในร่างกายนะคะ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลเสียต่อระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกายของเราและทำให้หัวใจทำงานหนักมากๆ เลย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อปริมาณคอเรสเตอรอลที่สูงในร่างกายนั้นเกิดจากความสามารถในการกระตุ้นการสร้างไตรกลีเซอไรด์และ LDL ของน้ำตาลฟรุกโตสค่ะ

ภาวะปัสสาวะมากเกินไป (Polyuria)

ภาวะ Polyuria หรือปัสสาวะมากเกินไปนั้นเป็นผลมาจากปฏิกิริยาลูกโซ่ทางชีววิทยาและทางเคมีที่จะเกิดขึ้นกับเลือดของเราหากมีความเข้มข้นของน้ำตาลกลูโคสมากเกินไป ทำให้ของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์เข้าไปในระบบหมุนเวียนโลหิต ร่างกายถึงต้องมีการปรับสมดุลของน้ำตาลกลูโคสในเลือด เลือดของเราจะถูกเจือจางด้วยของเหลวในเซลล์เพื่อให้กลูโคสในเลือดมีปริมาณใกล้เคียงกับปกติโดยการทำให้ปริมาณของของเหลวเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไตของเราทำงานผิดปกติ ไตของเรานั้นเป็นตัวกรองที่ช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกายและส่งคืนของเหลวบริสุทธิ์กลับคืน โดยการดูดซึมของเหลวนั้นจะดำเนินการผ่านท่อไต

ถ้าความเข้มข้นของน้ำตาลกลูโคสในน้ำตาลกลูโคสมากเกินไป ไตจะดูดซึมของเหลวดีกลับให้ร่างกายน้อยลง ทำให้เกิด ภาวะปัสสาวะมากเกินไป ซึ่งร่างกายจะถ่ายปัสสาวะจนกว่าดัชนีน้ำตาลกลูโคสจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะทำให้ไม่มีการดูดของเหลวดีกลับสู่ร่างกาย

กลไกดังกล่าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่สองเท่า เมื่อเซลล์ส่งน้ำไปยังกระแสเลือดและไตไม่สามารถดูดซึมของเหลวได้เพราะต้องขับน้ำออกจากร่างกายเพื่อลดค่าดัชนีน้ำตาลกลูโคสในเลือดลง ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะมากเกินไป โดยมีตัวบ่งชี้คือการที่คุณปัสสาวะมากกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน ซึ่งปกติควรอยู่ที่ประมาณ 1.5 ลิตร และในกรณีที่มีระดับน้ำตาลที่สูงมากการปัสสาวะอาจมากถึง 15 ลิตรต่อวันเลยทีเดียว

ภาวะกระหายน้ำมากเกินไป

ภาวะกระหายน้ำมากเกินไป หรือ Polydipsia เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากภาวะปัสสาวะมากเกินไปที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ สัญญาณความกระหายจะถูกกระตุ้นไปยังเซลล์ประสาทว่าเลือดกำลังขาดน้ำทำให้เกิดความกระหายน้ำและต้องการดื่มน้ำมากขึ้น และบ่อยครั้งที่เมื่อร่างกายของคนเรากระหายน้ำ เราก็ไปดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอีก ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก กล่าวคือ หิวน้ำเพราะร่างกายต้องขับน้ำตาลไปพร้อมกับน้ำ ร่างกายสูญเสียน้ำ เราก็ดื่มน้ำหวานไปเพิ่มน้ำตาลอีก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลยค่ะ

อยากอาหารมากเกินไป

ความอยากอาหารนั้นเกิดจากปริมาณอินซูลินที่ต่ำ ปริมาณอินซูลินในร่างกายที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการขนส่งโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสจากระบบหมุนเวียนโลหิตไปยังเซลล์ที่ต้องการใช้การเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาล ทำให้เกิดปัญหาขึ้น

เมื่อเซลล์ไม่ได้รับน้ำตาลกลูโคสก็จะส่งสัญญาณไปยังฮอร์โมนต่างๆ ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของเราอยากอาหาร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วร่างกายของเรามีน้ำตาลเพียงพออยู่แล้วเพียงแต่ขาดอินซูลินทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำตาลไปยังเซลล์เพื่อใช้ใมนการเผาผลาญและให้พลังงานได้

น้ำหนักลด

หากคนเรารับประทานอาหารตามปกตินะคะ ดัชนีน้ำตาลกลูโคสในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างคงที่แต่น้ำหนักของเขากลับลดลง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน

  1. การสูญเสียของเหลวจากการขับปัสสาวะมากเกินไปทำให้น้ำหนักลดลง
  2. เมื่ออินซูลินไม่เพียงพอทำให้ไม่เกิดการเผาผลาญน้ำตาล ร่างกายจึงกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันในร่างกายแทน
  3. ในปัสสาวะมีน้ำตาลกลูโคสที่มีแคลอรี่สูง

การติดเชื้อ

เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำตาลนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นดีสำหรับแบคทีเรียและยีสต์ค่ะ การติดเชื้อนั้นจึงเป็นอาการบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าร่างกายเรามีน้ำตาลมากเกินไปแล้ว เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยในผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคเบาหวานนั้นพบว่ามีปริมาณแบคทีเรียในปัสสาวะมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ความเป็นจริงก็คือแบคทีเรียและยีสต์จะกินน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหาร ชอบสถานที่ที่อบอุ่น ชื้น และมืด ซึ่งร่างกายที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์นั้นได้ดี

นอกจากนี้ ดัชนีน้ำตาลที่สูงยังทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อเส้นประสาท อาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อดังกล่าวจะส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะนั้นกลายเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียต่างๆ ค่ะ

ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตของร่างกายชะลอตัว เป็นการลดความสามารถของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จะเข้าต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย

แผลสมานตัวยาก

การที่บาดแผลสมานตัวยากเกิดจากเม็ดเลือดขาวมีความไวต่อน้ำตาลกลูโคสสูง เมื่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้เม็ดเลือดขาวไม่สามารถเกาะติดกับผนังหลอดเลือด ทำลายสารเคมีซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมองว่าให้ส่งเม็ดเลือดขาวมายังบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บ และมีการยับยั้งไม่ให้เซลล์เกิดการรักษาและสมานแผล

ภาวะแทรกซ้อนอีกประการหนึ่งของการรักษาบาดแผลคือปริมาณออกซิเจน การขนส่งออกซิเจนจะเกิดความบกพร่องเนื่องจากเส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลายจากปริมาณน้ำตาลในหลอดเลือดสูง

จากภาวะที่แผลสมานตัวได้ยากทำให้คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานนั้นเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคที่รุนแรง บาดแผลที่เบาที่สุดก็อาจพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายได้ค่ะ

ผิวแห้งและมีอาการคัน

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดผิวแห้งและอาการคันนั้นมาจากการเกิดภาวะร่างกายปัสสาวะมากเกินไป จนนำไปสู่การขาดน้ำและผิวแห้งค่ะ

ผิวที่แห้งกร้าน อาการคันที่เกิดขึ้นยังทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตแย่ อันเป็นสัญญาณของหลอดเลือดแดงตีบ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถพบได้โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดสภาพผิวอื่นๆ ที่เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงด้วย นั่นคือ ผิวหนังอักเสบจากโรคเบาหวาน ร่างกายบางส่วนจะมีการเปลี่ยนสีอันเกิดจากความเสียหายต่อเส้นเลือดฝอยเนื่องจากค่าน้ำตาลกลูโคสที่สูง ซึ่งสัญญาณนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ค่ะ

นอกจากนี้ยังพบว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงกับการเกิดสิวด้วยนะคะ สาวๆ ต้องระวังให้ดีเลย

การมองเห็นภาพซ้อน

การมองเห็นภาพซ้อนนั้นเป็นผลมาจากการขาดน้ำจากการปัสสาวะมากเกินไป ซึ่งเกิดจากความเข้มข้นของน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงทำให้ร่างกายดึงของเหลวจากเซลล์เข้าสู่กระแสเลือด โดยเกิดขึ้นกับเซลล์ดวงตาเช่นกัน ทำให้ดวงตาของเราแห้งและสูญเสียความสามารถในการโฟกัสวัตถุตามปกติค่ะ

นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลที่สูงจะสร้างความเสียหายต่อจอประสาทตา ทำให้ตาบอดได้เลยนะคะ

อาการปวดหัว ไม่ค่อยมีสมาธิ

อาการดังกล่าวเกิดจากการที่เซลล์สมองขาดกลูโคส กลูโคสเข้าไปไหลเวียนไม่เพียงพอ ซึ่งปกติแล้วสมองของเราจะดูดซับน้ำตาลกลูโคสถึง 25% ของปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญทั้งหมดในแต่ละวัน หากเซลล์สมองมีปัญหากับการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสก็จะทำให้ปัญหาในด้านประสิทธิภาพในการทำงานตามมา

จากปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อการประมวลความคิด ความจำ และการมีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ นอกจากนี้อาการดังกล่าวยังนำไปสู่อาการปวดหัวเนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายอีกด้วย

อาการเหนื่อยระหว่างวัน

หากปริมาณน้ำตาลกลูโคสในเลือดมากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สามารถกักเก็บและนำออกมาใช้อย่างถูกต้อง พลังงานที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องนั้นจะส่งผลให้เซลล์ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่ได้รับพลังงานจากการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกอ่อนล้าจากการขาดพลังงานระหว่างวันค่ะ

ดังนั้นแล้ว หากในระหว่างวันคุณรู้สึกอ่อนเพลีย ลองเลิกดื่มกาแฟและทานขนมหวานดูนะคะ

ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ

ปริมาณน้ำตาลกลูโคสที่สูงจะทำให้ลำไส้ได้รับผลกระทบโดยตรงค่ะ ซึ่งหากลำไส้เล็กมีปัญหาก็จะเกิดอาการท้องเสียขึ้น และหากเกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ก็จะเป็นอาการท้องผูกแทน

ลำไส้เล็กนั้นมีหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารจากอาหารที่ย่อยแล้ว ส่วนลำไส้ใหญ่นั้นจะมีหน้าที่ในการดูดซึมน้ำจากกากอาหารที่เหลือจากการย่อยแล้วค่ะ

หากปริมาณน้ำตาลกลูโคสสูงจะส่งผลต่อระบบประสาทของลำไส้ ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินั้นจะทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ล่าช้ามากขึ้น การที่ลำไส้เล็กทำงานได้ช้าลงจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของแบคทีเรีย ทำให้ท้องอืดและท้องเสียตามมา นอกจากนี้ความเสียหายของเส้นประสาทในลำไส้ใหญ่ยังยับยั้งการเคลื่อนไหวของของเสียหรือกากไยอาหาร ทำให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวได้ช้า เกิดภาวะขาดน้ำ และนำมาซึ่งอาการท้องผูกในท้ายที่สุดค่ะ

อาการหงุดหงิดที่เพิ่มขึ้น

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลต่อการกระตุ้นภาวะซึมเศร้า ทำให้ความสามารถในการคิดและการตัดสินใจลดลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถสรุปว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงจริงหรือไม่ ความเห็นหนึ่งกล่าวว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองอันมาจากความผิดปกติของการได้รับปริมาณกลูโคส อีกประการหนึ่งก็กล่าวว่าอาจขึ้นอยู่กับความเร็วในการเหนี่ยวนำสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอีกว่าการทำงานที่ไม่ประสานกันระหว่างฮอร์โมนและโปรตีนเองก็ส่งผลต่ออาการหงุดหงิดเช่นเดียวกัน

ใส่ความเห็น

เว็บนี้ใช้ Akismet เพื่อลดสแปม. เรียนรู้ว่าข้อมูลแสดงความเห็นของคุณถูกประมวลผลอย่างไร.