เพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในวันหนึ่งๆ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับพลังงานอย่างเพียงพอนะคะ ซึ่งแน่นอนว่าพลังงานก็จะมาจากแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน โดยจะมาจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ซึ่งจะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลเล็กๆ และเกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานกัน ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า เมตาบอลิซึม หรือ การเผาผลาญพลังงานนั่นเองค่ะ

ทำไมอัตราการเผาผลาญของเราจึงต่ำลง
โดยปกติแล้วคนเราจะมีระดับการเผาผลาญที่แตกต่างกันเพื่อรองรับการใช้พลังงานของแต่ละคน การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และขนส่งออกซิเจนไปยังสมอง โดยที่กระบวนการดังกล่าวจะใช้พลังงานที่เผาผลาญทั้งหมด 60-65 % และที่เหลือจะเป็นส่วนของการใช้ในการย่อยอาหาร กิจกรรมต่างๆ ของร่างกายอื่นๆ ค่ะ
จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่า หลังอายุ 20-25 ปี ระบบการเผาผลาญของเราจะทำงานช้าลง 2% ในทุกๆ 10 ปี โดยจะทำให้มีการทดแทนกล้ามเนื้อด้วยเซลล์ไขมัน ซึ่งเซลล์ไขมันนี้เองก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไปลดอัตราการเผาผลาญของเรา โดยมีสัญญาณเตือน ดังนี้
- เหงื่อออกมากขึ้น
- ผิว ผม เล็บแห้ง
- อ่อนเพลียง่าย
- ปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร
- ไวต่ออากาศเย็น

สาเหตุหลักของอัตราการเผาผลาญที่ช้าลงนั้นเกี่ยวข้องกับวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และไลฟ์สไตล์ จากสถิติแล้วพบว่าอัตราการเผาผลาญของมนุษย์นั้นจะเกี่ยวข้องกับปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกายด้วย
6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ
หากคุณมีสัญญาณว่าอัตราการเผาผลาญของตนเองนั้นต่ำลง เราก็ต้องเพิ่มมันด้วยตัวเองนะคะ การฟื้นฟูระบบการเผาผลาญของเรานั้นจะช่วยให้เราไม่มีน้ำหนักส่วนเกิน ลดความอ้วน ขจัดปัญหาผิวหนังที่อาจะตามมา และเพิ่มพลังงานให้กับเรา ให้กะปรี้กะเปร่าในทุกๆ กิจกรรมในแต่ละวัน ผู้เชี่ยวชาญจึงได้แนะนำ 6 วิธีที่จะช่วยให้เราเร่งอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ และแน่นอน อยู่บ้านก็ทำได้นะคะ
- รับประทานดาร์คช็อคโกแลต
กว่า 70% ของช็อคโกแลตนั้นจะอุดมไปด้วยน้ำตาล แมกนีเซียม ซึ่งช่วยให้ระดับอินซูลินนั้นเป็นปกติ ร่างจะใช้พลังงานสำรอง ใช้ดาร์คช็อคโกแลตเพื่อเผาผลาญและนำพลังงานมาใช้ประโยชน์ รวมไปถึงเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานเพียง 30-40 กรัมต่อวัน เท่านั้นนะคะ
- หายใจอย่างถูกต้อง
ออกซิเจนเป็นตัวเผาผลาญไขมันโดยธรรมชาติและเร่งการแตกตัวของคาร์โบไฮเดรต โดยลองการหายใจให้ทั่วท้อง โดยนักกีฬาและเทรนเนอร์ฟิตเนสได้ฝึกฝนการหายใจแบบนี้
- ลองดื่มน้ำเย็นดูนะ
ก่อนรับประทานอาหารให้ดื่มน้ำเย็นซักหนึ่งแก้ว น้ำไม่เพียงแต่จะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอีกด้วย ร่างกายของเราจะใช้พลังงานเพิ่มเติมเพื่อนำไปปรับอุณหภูมิของของเหลวที่รับเข้าไปเพื่อให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกาย โดยให้ทำอย่างน้อยสามครั้งต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้อัตราการเผาผลาญดีขึ้น 20-30% เลยทีเดียว
- ให้ความสำคัญกับการนอน
ถ้าคุณนอนไม่พอแล้วล่ะก็ ร่างกายของคุณก็จะมีระดับเลปตินน้อยลง ซึ่งเลปตินนั้นเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ระดับการใช้พลังงานของร่างกายนั้นเป็นปกติ หลังจากนั้นหากคุณไปรับประทานอาหาร แน่นอนว่าความอ้วนมาเยือนแน่นอน การนอนหลับที่ดีควรนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อฟื้นฟูระดับเมตาบอลิซึมให้กลับคืนมานั่นเอง
- ออกกำลังกายเสียหน่อย
เพื่อให้กระบวนการเคมีของการเผาผลาญทำงานเร็วขึ้น การออกกำลังกายเองก็เป็นตัวช่วยที่ดีเช่นเดียวกันค่ะ ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เลี่ยงการใช้ลิฟต์และเปลี่ยนเป็นเดินขึ้นบันไดแทน หรือในกรณีที่ทำงานไม่ไกลมากให้ลองเดินไปที่ทำงานก็ไม่เลวนะคะ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เป็นวิธีการพื้นฐานของกระบวนการเผาผลาญเลยค่ะ เราควรรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หากเราอดอาหาร หรือไดเอทมากเกินไป จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันกันข้าม หรือ โยโย่เอฟเฟคต์ และทำให้การเผาผลาญช้าลงกว่าเดิม ดังนั้น คุณหมอและนักโภชนาการต่างๆจึงมีคำแนะนำให้กับผู้ที่อยากผอม ดังนี้
- อย่างดไขมัน ให้งดเฉพาะไขมันทรานส์ ของทอดต่างๆ โดยร่างกายสามารถรับน้ำมัน ไขมันจากปลาทะเล ผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งนอกจากจะให้ไขมันแล้วยังให้กรดอะมิโนอีกด้วย
- นับแคลอรี่ แยกสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้ระบบเผาผลาญเป็นปกติ ให้ลดสัดส่วนของอาหารที่รับประทานปกติลง 500 แคลอรี ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายมาใช้ โดยเฉพาะจากที่เอวของสาวๆ นั่นแหละค่ะ
- รับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยเร็ว โดยในแต่ละวันขณะที่ควบคุมอาหารควรมีคาร์โบไฮเดรตย่อยเร็วอย่างน้อย 40% ของทั้งหมด สุดท้ายร่างกายของเราก็จะใช้พลังงานเพื่อเร่งให้อาหารแตกตัวเป็นโมเลกุลมากขึ้น เพิ่มการปล่อยพลังงาน ลดความอยากอาหาร และซ่อมแซมระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
- กินให้บ่อย อย่าให้หิว นักโภชนาการแนะนำว่าควรลดขนาดของมื้ออาหารลง และเพิ่มจำนวนมื้ออาหารในแต่ละวันให้มากขึ้น ซึ่งเป็นขั้นตอนง่ายๆที่จะช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักต้องไม่อดอาหารเช้า อาหารเช้าอย่างน้อยจะต้องประกอบไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น อาจจะลองเพิ่มสมูทตี้หรือน้ำผลไม้ปั่นเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ดูก็ได้นะคะ
วิธีการเหล่านี้เป็น 6 ขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในทุกๆที่ ทั้งนี้ การรับประทานอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นการเผาผลาญ แต่อย่าหักโหมมากเกินไป ใช้ชีวิตให้มีความสุข เพื่อให้เรามีสุขภาพกายและใจดีไปพร้อมๆกันนะคะ

